“คู่ชิงในฝัน…บอลถูกคู่” นั่นคือคำจำกัดความของรอบชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก ประจำปี 2009 ระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับบาร์เซโลนา ที่จะระเบิดอภิมหาสงครามแข้งที่สนามโอลิมปิก กรุงโรม ในวันพุธที่ 27 พ.ค.นี้
สาเหตุ ที่ทำให้แฟนบอลทั้งโลกอยากดูบอลคู่นี้ก็เพราะแมนฯยูและบาร์ซาล้วนเป็นทีมที่ มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ ทำผลงานได้อย่างสุดยอดในฤดูกาลนี้ ต่างฝ่ายต่างคว้าแชมป์บอลลีกและบอลถ้วยในประเทศไปครอง เป็นทีมบอลหมายเลข 1 ของพรีเมียร์ลีกและลาลีกาในปัจจุบัน
นอกจากนี้ทั้งคู่ยังมีผู้เล่นใน แนวรุกที่น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นที่หวาดผวาของกองหลังทุกทีม บาร์ซามี 3 ประสานแดนหน้าทั้งลีโอเนล เมสซี, เธียร์รี อองรี และซามูเอล เอโต ขณะที่ผีแดงมีคริสเตียโน โรนัลโด เป็นตัวชูโรง ตามด้วยเวย์น รูนีย์, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ และคาร์ลอส เตเบซ ที่สลับกันลงสนามได้ตลอดเวลา
บาร์เซโลนา ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1899 คว้าแชมป์ลาลีกา 19 สมัย ทำสถิติเป็นแชมป์สแปนิช คัพ (โคปา เดล เรย์) มากที่สุด 25 สมัย แชมป์สแปนิช ซุปเปอร์คัพ (ซุปเปอร์ โคปา เดอ เอสปันญา) 7 สมัย และแชมป์ลีกคัพสเปน (โคปา เดอ ลา ลีกา) ที่มีแข่งระหว่างปี 1982-96 อีก 2 สมัย
ในเวทียุโรปบาร์ซาเป็นแชมป์ ยูโรเปียนคัพ (แชม-เปียนส์ลีก) 2 ครั้ง ในปี 1992 และ 2006 แชมป์คัพวินเนอร์สคัพ 4 สมัย แชมป์ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพ 2 สมัย และแชมป์อินเตอร์-ซิตีส์ แฟร์ส คัพ หรือยูฟ่าคัพในอดีตอีก 3 สมัย สังเวียนคัมป์นูของพวกเขาเป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปมีความจุ 98,772 ที่นั่ง
ทาง ด้าน “ปิศาจแดง” แมนฯยู ก่อตั้งปี ค.ศ. 1878 กวาดแชมป์ลีกสูงสุดในยุคดิวิชั่น 1 และพรีเมียร์ลีกรวม 18 สมัย เป็นสถิติสูงสุดเท่ากับที่ลิเวอร์พูลเคยทำไว้ แชมป์เอฟเอคัพ 11 สมัย ลีกคัพ 3 สมัย และแชริตี้ ชิลด์ 17 สมัย ส่วนเกมยุโรปได้แชมป์ยูโรเปียนคัพและแชมเปียนส์ลีกรวม 3 สมัย ในปี 1968, 1999 และ 2008 แชมป์คัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพ 1 สมัย ในเกมระดับทวีปได้ถ้วยโตโยต้าคัพ (อินเตอร์ คอนติเนนตัล คัพ) และสโมสรโลก อย่างละ 1 สมัย สนามเหย้า “โอลด์ แทรฟเฟิร์ด” ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ในอังกฤษรองจากเวมบลีย์ มีความจุ 76,212 ที่นั่ง
ตำแหน่งกุนซือแม้โจ เซป “เป๊ป” กวาร์ดิโอลา จะมีอายุแค่ 38 ปี เทียบประสบการณ์กับเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่ติด แต่เขาก็เคยผ่านการคุมทีมสำรองของบาร์เซโลนาก่อนที่จะขึ้นชั้นมาทำทีมชุด ใหญ่ในฤดูกาลนี้กวาร์ดิโอลาคงปรัชญาฟุตบอลของสโมสรด้วยการเล่นเกมรุกบุกแหลก แต่ในขณะเดียวกันก็ปรับปรุงเกมรับให้เหนียว แน่นขึ้น ขณะที่เฟอร์กี้นั้นเป็นที่รับรู้กันดีว่า เขาคือผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของแมนฯยู ในยุคของเขาตั้งแต่เข้ามารับงานในปี 1986 คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 11 สมัย และแชมเปียนส์ลีก 2 สมัย
คู่ชิงแชมเปียนส์ลีกปีนี้ นอกจากจะเป็นการพิสูจน์ ศักดิ์ศรีระหว่างยอดทีมจากสเปนกับอังกฤษแล้ว ยังเป็นการดวลกันระหว่าง 2 นักเตะที่ดีที่สุดในโลก ลีโอเนล เมสซี กับคริสเตียโน โรนัลโด อีกด้วย
เมสซี พ่อมดน้อยจากอาร์เจนตินา วัย 21 ปี ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สืบทอดความยิ่งใหญ่ของดิเอโก มาราโดนา ในทีมฟ้าขาว แม้เขาจะยังไม่เคยได้รางวัลใหญ่ในตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยม แต่ก็ติดกลุ่ม 1 ใน 3 สุดยอดนักเตะโลกจากรางวัลบัลลงดอร์ และฟีฟ่าในรอบ 2 ปีหลังมาตลอด ฤดูกาลนี้เขาทำประตูให้บาร์ซาในทุกถ้วยไปแล้ว 37 ลูก โดยเฉพาะแชมเปียนส์ลีกยิงได้ 8 ประตู นำเป็นดาวซัลโวอยู่ในขณะนี้
ส่วน โรนัลโด วัย 24 ปี คือ นักเตะหมายเลข 1 ของโลกอย่างเป็นทางการ เขากวาดรางวัลนักเตะแห่งปี 2008 ทุกสถาบัน โดยเฉพาะบัลลงดอร์และฟีฟ่าจากผลงานฤดูกาลที่แล้วที่ซัดรวมทุกถ้วย 42 ประตู ช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและแชมเปียนส์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ และซีซั่นนี้ยิงได้ 26 ประตูจากทุกรายการ
บิ๊กแมตช์ระหว่าง บาร์เซโลนากับแมนฯยู ใครชนะจะเป็นสุดยอดทีมของโลกประจำปี 2009 อย่างไม่ต้องสงสัย เช่นเดียวกับเมสซีและโรนัลโด ใครชนะรอรับรางวัลนักเตะแห่งปีจากสถาบันต่างๆไว้ได้เลย
ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ