วันนี้ นับเป็นวันแห่งความหวังครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่ง ของเหล่าผู้ต้องขัง เพราะนอกจากวันนี้จะมีพิธีฉลองการจัดการศึกษาครบ 25 ปี ระหว่างกรมราชทัณฑ์และมหาวิทยลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ณ เรือนจำกลางบางขวาง แล้วยังเป็นวันมอบปริญญาแก่ผู้ต้องหาที่มีความอุตสาหวิริยะศึกษาเล่าเรียนระหว่างต้องขังอีกด้วย
นัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้ข้อมูล่า กรมราชทัณฑ์ได้ร่วมกับมสธ.ในการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถานมาตั้งแต่ปี 2527 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้ศึกษาพัฒนาความรู้ความสามารถ ตามสติปัญญา และศักยภาพของตนเอง จนถึงระดับอุดมศึกษาซึ่งนอกจากจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเพิ่มทักษะความรู้แล้ว ยังเป็นการสร้างโอกาสในการนำไปประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษ รวมทั้ง ปรับเปลี่ยนแนวคิดและพฤติกรรที่ไม่ถูกต้อง ให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเองไม่หวนกลับมาทำผิดซ้ำ และเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพของประเทศต่อไปในอนาคต
? ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ได้พยายามหามาตรการและแนวทางต่างๆเพื่อส่งเสริมและสนับสนุน กระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ต้องขังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจนทำให้มีผู้สนใจสมัครเข้ามาเป็นนักศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ต้องขังในเรือนจำส่วนใหญ่นิยมเลือกเรียนสาขาวิชานิติศาสตร์ เพื่อให้มีความรู้ด้านกฎหมายและสิทธิในการต่อสู้คดี โดยสำหรับ ปีนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวน 250 คน จากเรือนจำ/ทัณฑสถาน 30 แห่งทั่วประเทศ? อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าว
ด้าน รศ.ดร. ปราณี สังขะตะวรรธน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) กล่าวว่า สำหรับมหาวิทยาลัยนั้น ระยะเวลา 25 ปี การจัดการศึกษาในเรือนจำและทัณฑสถานในปัจจุบัน มีบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากที่นี่จำนวน 1,261 คน และมีหลายคนเมื่อสำเร็จการศึกษาและพ้นโทษออกไปแล้วได้ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนไปทำประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ มสธ.และกรมราชทัณฑ์ มีกำลังใจที่จะพัฒนาความร่วมมือในการจัดการศึกษาระดับปริญญาโทในโอกาสอันใกล้นี้
รศ.ดร.ปราณีกล่าวต่อว่า ผู้ต้องขังหลายคนมีผลการเรียนอยู่ในระดับดี และทุกๆปีมีผู้ต้องขังจำนวนมากสามารถศึกษาจบสำเร็จเป็นบัณฑิต และมีผู้สมัครเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต ซึ่งเราได้รับการร้องขอจากผู้ต้องขังให้เปิดสอนในระดับปริญญาโทด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามสธ.จะเปิดสอนนิติศาสตร์ระดับปริญญาโทด้วย แต่เนื่องจากเพิ่งเปิดได้ไม่กี่ปี จึงยังไม่พร้อมที่จะเปิดสอนให้กับผู้ต้องขัง แต่ในอนาคตจะพิจารณาเปิดอย่างแน่นอน
ส่วนด้าน นายนัทธีกล่าวเพิ่มเติมต่ออีกว่า ?การให้ผู้ต้องขังได้เรียนต่อระดับปริญญาตรีนั้น ไม่เพียงแต่เป็นการให้โอกาสทางการศึกษาเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้ต้องขังมีกิจกรรมทำมุ่งมั่นกับการศึกษาชุดวิชา ไม่เกิดความฟุ้งซ่าน ผู้ต้องขังหลายคนจึงทำคะแนนได้ดี และจากการติดตามผลผู้ต้องขังที่พ้นโทษ และสำเร็จการศึกษาจาก มสธ.ไปแล้ว หลายคนก็ได้ทำงานที่ดีโดยเฉพาะเรื่องของความรับผิดชอบถือเป็นการตั้งต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง?
นายนิรันดร์ (สงวนนามสกุล)ผู้ต้องขัง ดีกรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากหลักสูตรนิติศาสตร์เกรดเฉลี่ย 3.57 กล่าวว่ารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับปริญญาใบนี้ที่ได้รับ และดีใจที่วันนี้มีได้ใกล้ชิดภรรยาและลูกๆอย่างพร้อมหน้า โดยตนเองก็จะพ้นโทษในวันที่ 1 พย.ที่จะถึงนี้จึงตั้งเป้าว่าจะนำความรู้ไปประกอบอาชีพ
? ในอดีตไม่เคยสนใจเรื่องการเรียนเลยแม้แต่น้อย แต่พอได้มาอยู่ที่เรือนจำแล้วก็รู้สึกเสียดายวันเวลาที่ผ่านมาที่รู้แล้วว่ามันช่างมีค่ามาก เลยตัดสินใจเรียน แล้วเลือกกฎหมายด้วยต้องการนำความรู้ไปใช้เขียนฎีกาขออภัยโทษ และใช้ความรู้ช่วยเหลือคนอื่นๆ ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสที่ดีในชีวิตกับการได้เรียน แถมยังได้ทุนเรียนโดยคำแนะนำของผู้คุมที่ให้เขียนขอทุนไปที่การท่าเรือ พอผมได้ทุนก็ใส่ความตั้งใจไปอย่างเต็มที่ โดยใช้เวลาตอนกลางคืนอ่านหนังสือจากนั้นก็บริหารเวลาเอาเองให้พอเหมาะกับการนำความรู้ไปสอบผลัดกันกับตอนกลางวันที่จะเป็นเวลาของตารางงาน ฉะนั้นจึงอยากมอบเหรียญทองจากความตั้งใจให้การท่าเรือที่ให้โอกาสผม ส่วนผมก็จะนำความรู้ที่ได้มาไปสอบเนติบัณฑิตต่อ ส่วนเรื่องสังคมจะยอมรับหรือไม่นั้น คิดว่าคำตอบอยู่ที่เราถ้าหากตัวเองขึ้นอยู่กับความถูกต้องใจเราคิดยังไงก็แสดงออกไปอย่างนั้นมันก็ทำให้เรามั่นใจและแน่วแน่?บัณฑิตหมาดๆ กล่าว
ส่วนด้าน ?เสริม สาครราษฎร์ ?ผู้ต้องขังวัย 33 ปี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ กล่าวว่าภูมิใจกับปริญญาบัตรใบแรกเช่นกันที่ได้ศึกษาหาความรู้ โดยตลอดเวลาที่อยู่ในนอกจากการทำงาน เสริมก็จะอ่านหนังสือและทำประโยชน์โดยการเป็นครูผู้ช่วยในโรงเรียนคริสเตียนของเรือนจำ
?ตอนแรกผมอยู่ในช่วงรอฎีกาทูลเกล้าฯ จึงยังเรียนไม่ได้ และพอศาลตัดสินโทษก็ตัดสินใจเรียนนิติศาสตร์ เพราะอยากเรียนรู้กฎหมายและใช้ประโยชน์ พอได้มาเรียนก็รู้สึกว่า การศึกษานับว่าเป็นโอกาสที่ดี การเรียนสามารถทำให้คนพัฒนาขึ้นอยุ่กับว่าจะโดยจะพัฒนาตนให้ดีด้านใดขึ้นอยู่กับตัวเอง โดยระหว่างที่เรียนนั้น ที่ผ่านมาก็ช่วยงานต่างๆ อย่างงานสอนของโรงเรียนคริสเตียน และใช้เวลาอ่านหนังสือตอนกลางคืน สรุปเกรดเฉลี่ยที่ได้อยู่สองกว่า และตอนนี้กำลังลงเรียนต่อเนื่องไว้เพื่อเทียบโอนในโครงการสัมฤทธิ์ผล และใจจริงก็อยากจะศึกษาต่อป.โทถ้าหากทางเรือนจำจะเปิดและก็หวังอยากให้สังคมให้โอกาสด้วย?นายเสริมกล่าว
ส่วน สุพล (สงวนนามสกุล) บัณฑิตหลักสูตรรัฐศาสตร์สาขาการเมืองท้องถิ่น เกียรตินิยมอันดับสอง กล่าวถึงลักษณะการเรียนที่ไม่เหมือนกับโลกอิสระภายนอกว่าการเรียนในห้องขังรวมนั้น เต็มไปด้วยเสียงรบกวน แต่ในที่สุดก็คว้าเกรดเฉลี่ย 3.34 มาได้ด้วยความอดทนที่ฝันอยากออกไปเป็นนักการเมืองท้องถิ่นรับใช้ประชาชน
สุพลกล่าวว่า ?ทุกวันนี้การเมืองท้องถิ่นเปิดกว้าง ทุกคนได้แต่ตำหนิมันว่าไม่ดีแต่เราก็ไม่สามารถพ้นจากมันได้ ซึ่งหากเราเรียนตรงนี้และทำงานให้ตรงกับสายผู้บริหารท้องถิ่นอย่างสุจริต โดยแม้เราจะมีบาดแผลรอยช้ำเท่าไรแต่ความสำเร็จก็จะเป็นสิ่งซึ่งนำพามาซึ่งความภาคภูมิจาก ที่เราตั้งใจ กับความยากลำบากกับการเรียนที่ไม่เหมือนกับชีวิตอิสระข้างนอกคือ ไม่ได้มีทั้งสื่อเทปวิทยุ หรือสื่อมัลติทัศน์ต่างๆ แต่เรามีสื่อๆเดียวคือหนังสือ ที่ต้องอ่านในห้องรวมซึ่งก็มีผลกระทบกับสมาธิบ้างแต่เราก็ต้องอดทน เพื่อคว้าความสำเร็จ แม้จะเป็นห่วงอยู่ว่าสังคมจะไม่ยอมรับ แต่ก็ดีใจที่มีคนเห็นความสำคัญของนักโทษและการศึกษา?บัณฑิตเรือนจำสรุป
ที่มา หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์