
เด็กไทยสร้างชื่อ คว้า 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน จากการแข่งขันเคมีโอลิมปิกที่ประเทศญี่ปุ่น
วันนี้ (27 ก.ค.) นางพรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า ตามที่ สสวท.ได้คัดเลือก และจัดส่งผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ จำนวน 4 คน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19-28 ก.ค. ขณะนี้การแข่งขันได้เสร็จสิ้นแล้ว ปรากฎว่า ผู้แทนประเทศไทยคว้าเหรียญรางวัลได้ทั้ง 4 คน คือ 3 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน โดย 3 เหรียญทอง ได้แก่ นายอลิฟ น้อยคำ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ นายเขตภากร ชาครเวท โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และ น.ส.พิณนรี เตี่ยมังกรพันธุ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ส่วนเหรียญเงิน ได้แก่ นายจิราบริรักษ์ เจริญภัทรปรีดา โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
ผอ.สสวท. กล่าวต่อว่า การแข่งขันเคมีโอลิมปิกปีนี้ มีประเทศเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 68 ประเทศ 267 คน ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุด 3 ลำดับแรก คือ จีน รัสเซีย และเกาหลี อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ผู้แทนประเทศไทย คือ น.ส.พิณนรี เตี่ยมังกรพันธุ์ ยังได้รับรางวัลผู้ทำคะแนนสอบภาคทฤษฎีเต็มอีกด้วย สำหรับคณะอาจารย์ร่วมเดินทางประกอบด้วย ผศ.ดร.เอกสิทธิ์ สมสุข จากมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหัวหน้าทีม รศ.ดร.ธรรมรัตน์ อารีย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม ผศ.ดร.ยงศักดิ์ ศรีธนาอนันต์ และ ผศ.ดร.อรุณศิริ ชิตางกูร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยหัวหน้าทีม และ อ.สุพรรณี ชาญประเสริฐ จาก สสวท.เป็นผู้จัดการทีม ทั้งนี้ คณะผู้แทนประเทศไทยจะเดินทางกลับถึงไทยในวันที่ 28 ก.ค.นี้ เวลา 21.25 น.
นายอลิฟ น้อยคำ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า ก่อนไปแข่งขันได้เตรียมตัวด้วยการอ่านหนังสือ และทำโจทย์ให้มาก ๆ เพื่อสร้างความพร้อมเต็มที่ โดยส่วนตัวชอบเรียนเคมี เพราะชอบการทดลอง และเป็นสิ่งที่ท้าทาย รวมทั้งยังชอบชีววิทยาด้วย เพราะพื้นฐานเคมีบางส่วนนำไปอธิบายปรากฏการณ์ หรือกลไกต่าง ๆ ของชีววิทยาได้ ปกติตนไม่ใช่เด็กเรียนอย่างเดียว หลังเลิกเรียนจะชอบเล่นบาสเกตบอลกับเพื่อน ๆ และอาจเล่มเกมบ้างบางครั้ง เพื่อผ่อนคลาย แต่ต้องว่างจากการอ่านหนังสือแล้วเท่านั้น
ด้าน นายเขตภากร? ชาครเวท? หรือ จ๊อบ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า การได้เป็นผู้แทนประเทศไทย ช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ เพราะการเรียนในโรงเรียนมีโอกาสทำการทดลองไม่มากนัก มักเป็นการเรียนในภาคทฤษฎี ซึ่งเรารับความรู้อย่างเดียว ขณะที่ ภาคปฏิบัติเป็นการแสดงความสามารถ ทำให้รู้ว่าต้องปรับปรุงแก้ไขจุดใดบ้าง.
ขอขอบคุณที่มาของข่าว หนังสือพิมพ์เดลินิวส์